"อำนาจที่ล้นเกินของศาลรัฐธรรมนูญ" โดย คณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 2540

Last updated: Oct 5, 2017  |  1647 จำนวนผู้เข้าชม  |  คอลัมน์

 "อำนาจที่ล้นเกินของศาลรัฐธรรมนูญ" โดย คณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 2540

       อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปรากฏว่ามีมากกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทย หรือแม้แต่ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งเพิ่มอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ให้มากขึ้นไปอีกเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทั้งนี้ โดยจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญถึง 29 รายการ พูดง่ายๆ คือ มีรัฐประหารกันที ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจเพิ่มขึ้นทุกที นั่นเอง

        ต่อไปนี้ เป็น 4 รายการแรกในจำนวน 29 รายการที่สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นอำนาจที่ “ล้นเกิน” จริงๆ


(1) มาตรา 3 วรรคสอง

       “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงำนของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุก ของประชำชนโดยรวม”

       ข้อความในวรรคสองของมาตรา 3 นี้ เพิ่งมีบัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2550 และได้นำมาขยายความให้แรงและกว้างขวางขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลเท่ากับเป็นการลดฐานะ ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ศาล ให้ลงมาอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม จึงเสมือนหนึ่งเป็นการหักล้างบทบัญญัติ ในวรรคแรกที่เคยเป็นวรรคเดียวของมาตรา 3 มาตลอด ที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยนั้นโดยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล” ไปโดยปริยาย

       สรุปว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประเทศก็คงไม่ผิดนัก ทั้งนี้ เพราะอำนาจอธิปไตยมิได้เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และอำนาจอธิปไตยของชาติก็มิได้มีแค่สามฝ่าย อีกต่อไป


(2) มาตรา 5

       “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้”

       คำว่า “หรือการกระทำใด” ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่า นอกจากศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ร่างกฎหมาย หรือข้อบังคับใดแล้ว ยังมีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ การกระทำด้วย เป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อันอาจจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจทับซ้อนกับศาลยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  


(3) มาตรา 49

       “บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิได้

       ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่งย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุด เพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

       ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้

       การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง”


       บทบาทของอัยการสูงสุดที่เคยมีอยู่อย่างสูงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และยังพอมีอยู่พอสมควรตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกลดลงจนเกือบเหลือศูนย์ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีสภาพไม่ผิดอะไรกับ “ตรายาง” ที่ไม่ว่าจะสั่งหรือดำเนินการอย่างไร เรื่องก็ต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี

       น่าแปลกใจว่าทำไมอัยการสูงสุดไม่แสดงความกังขำหรือทักท้วงใดๆ เลย เพราะถ้าให้ อัยการสูงสุดมีบทบาทแค่นี้ ก็อย่ามีเสียเลยจะดีกว่า  

(4) มาตรา 82

       “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภา ที่ตนเป็นสมาชิก ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) (5) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (12) หรือมาตรา 111 (3) (4) (5) หรือ (7) แล้วแต่กรณี และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้อง ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่

       เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง

       มิให้นับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสอง เป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา  

       ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งได้ด้วย”

       สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี อาจต้องพ้นจากตำแหน่งอย่างง่ายดายถ้าเพียงแต่ถูก ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าชื่อกันหนึ่งในสิบของแต่ละสภาหรือ หนึ่งในสิบของรัฐสภา หรือ กกต. เอง เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีสภาพไม่ผิดอะไรกับ “ลูกไก่ในกำมือ” ของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เท่านั้นเอง