สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ "พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู" | ชวลิต วิชยสุทธิ์

Last updated: Oct 28, 2017  |  416 จำนวนผู้เข้าชม  |  คอลัมน์

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ "พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู" | ชวลิต วิชยสุทธิ์

ได้อ่านหนังสือ "พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู" จัดทำโดยมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งได้รับในงานถวายดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศจำลอง จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ได้อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบแล้วรู้สึกซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ ในพระราชจริยวัตรอันงดงาม กตัญญูกตเวทิตาที่พระองค์มีต่อ พระราชมารดา หรือสมเด็จย่า ที่คนไทยคุ้นเคย

ตื้นตันและประทับใจในข้อความส่วนหนึ่งที่คัดมา เพื่อให้ คนไทยซึ่งเป็นพสกนิกรของพระองค์นำไปเป็นแบบอย่างในความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการี ดังมีความตอนหนึ่งว่า

"มีใครบ้างครับ...? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่... สัปดาห์ละ 5 วัน หายาก... ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย... เป็นพันโครงการ...มีเวลาไปกินข้าวกับแม่...สัปดาห์ละ 5 วัน พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9 ร้อยเอก พลตรี อธิบดี ปลัดกระทรวง ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่ บอกว่ายุ่ง พ่อ แม่ พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ฝนตก น้ำเซาะ อีกไม่นานก็โค่น พอถึงวันนั้น เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว ในหลวงจึงตัดสินพระทัย ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน เมื่อตอนสมเด็จย่า อายุ 93 สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วันไปไหน ในหลวงถือศีล 8 วันพระ ถือศีล 8 ต้องงดข้าวเย็น เลยไม่ได้ไปหาแม่เพราะถือศีล อีก 1 วันที่เหลือ อาจจะกินข้าวกับสมเด็จพระราชินี กับคนใกล้ชิด

ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงตัวในหลวง เข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม ทำไม สมเด็จย่าหอมแก้มในหลวงแล้วชื่นใจ เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู แม่ทั้งหลายลองคิดดูซิ อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่ อันนี้อร่อย แม่ลองทาน รู้ว่าแม่ชอบทานผัก หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่ แทนที่จะกิน 3 คำ 4 คำ ก็เจริญอาหาร กินได้เยอะ เพราะมีความสุขที่ได้กินข้าวกับลูก มีความสุขที่ลูกดูแล เอาใจใส่"

ผมอ่านหนังสือ "พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู" ด้วยความซาบซึ้ง ตื้นตันใจ และเห็นว่า ทางราชการ หรือภาคเอกชน โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการควรจัดพิมพ์เผยแพร่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ส่งไปตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรักครอบครัว รักบุพการี และมีความกตัญญูกตเวทิตา โดยมี"พ่อของแผ่นดิน" เป็นต้นแบบ

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เราคนไทยทั้งมวลและมิตรประเทศที่เคารพศรัทธา ได้ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย บัดนี้ ทั้งในหลวง ร.9 และสมเด็จย่า ทรงไปพบกันบนสรวงสวรรค์แล้ว

จากนี้ไป พสกนิกรของพระองค์ จักได้น้อมนำพระราชดำรัส พระราชดำริ ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ ไปประยุกต์ใช้ ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน และประโยชน์ส่วนรวมเพื่อ ประเทศชาติ โดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ที่ต้องการ "ความรู้รัก สามัคคี" ความมี "เมตตา กรุณา" ต่อกัน เพื่อให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำพาประเทศชาติสู่ประชาคมโลกอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สืบไป

อนึ่ง เพื่อบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่ง นับแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ชาวไทยทั้งมวล ซึ่งเป็นพสกนิกรของพระองค์ต่างโศกเศร้าอาลัยยิ่ง ทุกภาคส่วน ได้มีกิจกรรมหลากหลายถวายเป็นพระราชกุศล อาทิ

-ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ในพระบรมมหาราชวัง จำนวน 12.7 ล้านคน ประชาชนมาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ จำนวน 19 ล้านคนเศษ

นอกจากนั้น มีการอุปสมบท การสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม ตลอดจนมีจิตอาสาเฉพาะกิจ ในแต่ละด้าน เช่น การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ฯลฯ ในจำนวนที่มากมายมหาศาล นับว่าคนไทย ทั้งมวลมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล อย่างถ้วนทั่วทั้งประเทศเพื่อ "พ่อของแผ่นดิน"

โดยส่วนตน ซึ่งถือเป็นเศษเสี้ยว เป็นฝุ่นละอองธุลีดิน เป็นชายไทย ชาวพุทธ มีโอกาสได้อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จย่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2539 จากนั้นเวลาห่างกันถึง 21 ปี ได้มีโอกาสอุปสมบทถวายเป็น พระราชกุศลถวายแด่ในหลวง ร.9 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 โดยการอุปสมบททั้ง 2 ครั้ง ได้ อุปสมบทที่วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร

การที่ชายไทย ชาวพุทธ ตัดสินใจอุปสมบท หมายถึง เป็นวาระสำคัญยิ่งในชีวิตที่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลจากการอุปสมบทให้กับบุคคลที่ตนเคารพบูชา ซึ่งตนได้เคยอุปสมบทอุทิศส่วนกุศลให้กับ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย แต่ที่เป็นพิเศษจากการอุปสมบทอุทิศส่วนกุศลแด่บุพการี ญาติตามสายโลหิต คือ การอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จย่า และในหลวง ร.9 ดังกล่าวข้างต้น

การอุปสมบทถวายสมเด็จย่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2539 ได้อุปสมบทครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้เชิญชวน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลายตำบล หมู่บ้าน ร่วมอุปสมบทด้วย และได้ไปจำวัดยังทุกตำบล ในเขตอำเภอท่าอุเทน เช้า ออกบิณฑบาต ค่ำ เทศนาแก่ประชาชน และนักเรียน ได้เงินทำบุญและเงินติดกัณฑ์เทศน์ จนสามารถตั้งเป็น "มูลนิธิเพื่อการศึกษาอำเภอท่าอุเทน" เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ซึ่งมูลนิธินี้ได้ทำประโยชน์แก่ ชาวท่าอุเทนทางด้านการศึกษา และสาธารณประโยชน์มาจนทุกวันนี้

การอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้อุปสมบทที่วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร แต่ได้กราบลาหลวงพ่อเจ้าอาวาส เจ้าคณะจังหวัดนครพนม พระเทพวรมุนี ขอกราบลาไปจำวัดที่วัดเขาถ้ำพระ อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร มี หลวงปู่แสวง สุมังคโล เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่เป็นพระที่ในหลวง ร.9 ศรัทธา เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนและสนทนาธรรมเป็นประจำ

การมาจำวัดในวัดป่า ฉันวันละ 1 มื้อ อยู่ในป่า ในเขา เพื่อปลีกวิเวก ห่างจากความวุ่นวาย ตั้งใจปฏิบัติธรรมถวายแด่ "พ่อของแผ่นดิน" อย่างเต็มเปี่ยม

ทั้งหมดที่บรรยายมาดังกล่าวข้างต้นนั้น ขอเป็นส่วนหนึ่งแห่งเศษเสี้ยวธุลีดิน ที่จะร่วมกับคนไทยทั้งมวล ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายชวลิต วิชยสุทธิ์

อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

อดีต ส.ส.นครพนม 28 ต.ค.60