บทวิเคราะห์ คำสั่ง คสช.ที่ 51/2560 ดัน กอ.รมน. “กินรวบ” คุมความมั่นคงเบ็ดเสร็จอย่างไร โดย 'ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส'

Last updated: Dec 21, 2017  |  785 จำนวนผู้เข้าชม  |  คอลัมน์

บทวิเคราะห์ คำสั่ง คสช.ที่ 51/2560 ดัน กอ.รมน. “กินรวบ” คุมความมั่นคงเบ็ดเสร็จอย่างไร โดย 'ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส'

หากมองย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้อาศัยมาตราที่ 265 ของ รธน. 60 และ ม. 44 ออกคำสั่ง คสช.ที่ 51/2560 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พรบ.ความมั่นคง แต่ความจริงแล้วเป็นเช่นไร ทำไมรัฐบาลคสช.ถึง “เปลี่ยนบทบาท” ใหม่ให้กับหน่วยข่าวกรองที่ชื่อว่า “กอ.รมน.” 
 
คำสั่ง คสช.ที่ 51/2560 เป็นการยกเลิก “บทนิยามเก่า” และให้นิยามใหม่กับ “การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” ว่า การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หมายความว่า การดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใดที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ รวมถึงในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้กลับสู่สภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงรัฐ” ซึ่งหากเทียบกับพรบ.ความมั่นคงฉบับเก่าแล้ว จะสามารถเห็นข้อความนิยามใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาของ กอ.รมน. ได้แก่ การป้องกันสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั่นเอง 
 
แล้ว “สาธารณภัย” ที่ว่านั้นคืออะไร ทำไม กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และมี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย รมว.ดิจิทัล รมว.ยุติธรรม เลขาฯสมช. ผอ.สำนักข่าวกรองฯ ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร ดีเอสไอ เป็นคณะกรรมการ ถึงต้องเข้ามาดูแลด้วย! 
 
ซึ่งเดิมที การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นั้นอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และตาม กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คำว่า “สาธารณภัย” นั้นหมายถึง อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ และ “การก่อวินาศกรรม”  และความหมายของ การก่อวินาศกรรม ตาม พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ระบุว่าเป็น การกระทำที่มุ่งทำลายทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ หรือสิ่งอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการรบกวน ขัดขวางหน่วงเหนี่ยวระบบการปฏิบัติงานใดๆ ตลอดจนการ ประทุษร้ายต่อบุคคลอันเป็นการก่อให้เกิดความ ปั่นป่วนทางการเมือง การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ความมั่นคงของรัฐ 
 
หากดูบทวิเคราะห์ของ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ได้เคยกล่าวว่า “การเลือกเอากอ.รมน.มาใช้เช่นนี้ เป็นเพราะในความเป็นจริงแล้วกอ.รมน. คือ “กองทัพบก” ไม่ใช่เป็นองค์กรของฝ่ายพลเรือน การออกคำสั่งเช่นนี้เท่ากับส่งสัญญาณว่า งานความมั่นคงทั้งหมดในอนาคตจะอยู่ในมือของทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะในมือของกองทัพบกที่มีบทบาทสำคัญในกอ.รมน. จึงทำให้เกิดความกังวลว่าองค์กรนี้จะถูกใช้เพื่อภารกิจทางการเมืองมากกว่าจะทำงานด้านความมั่นคงจริงๆ ดังที่เห็นได้จากปรากฏการณ์หลังรัฐประหาร 2549 และ 2557 ที่ กอ.รมน.กลายเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนบทบาทของทหารทั้งในเมืองและชนบท และเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า กอ.รมน. เป็นเครื่องมือของกองทัพในสงครามการเมืองในปัจจุบัน”
 
จริงๆจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ประหลาดใจที่บทบาทด้านกองทัพ และข่าวกรองนั้นมากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าด้วยเรื่อง “หน้าที่ของรัฐ” ก็ได้มีการเพิ่มบทบาทให้กองทัพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่องการข่าวกรอง ซึ่งในมาตรา 52 ได้ระบุไว้ว่า “รัฐต้องพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย” 
 
ซึ่งแน่นอน การปรับเพิ่มบทบาทของกองทัพ และหน่วยข่าวกรองคงจะยาก หากไม่มี “รัฐธรรมนูญ” เป็นไม้ค้ำยันไว้ ซึ่งหากเปรียบเทียบบทบาทของทหาร และงบประมาณกองทัพที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 2549 การร่างรธน.ใหม่โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ “แอบสอด”บทบาทหน้าที่ของทหารให้มากขึ้นลงไปในรัฐธรรมนูญ และแน่นอน บทบาทที่มากขึ้น งบประมาณก็ต้องมากขึ้นตาม จึงเป็นที่มาของเหตุที่งบกองทัพได้ขึ้นไปมากกว่า 2 เท่าตัวภายในระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา!!

 

'ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส' นักกิจกรรมการเมือง