ทัศนะ ‘นักวิชาการ-สื่อ-ผู้นำพุทธ’ ครบรอบ 1 ปี บทเรียน ม.44 บุกวัดพระธรรมกาย กับศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน

Last updated: Feb 24, 2018  |  5881 จำนวนผู้เข้าชม  |  NEWS คอลัมน์

ทัศนะ ‘นักวิชาการ-สื่อ-ผู้นำพุทธ’ ครบรอบ 1 ปี บทเรียน ม.44 บุกวัดพระธรรมกาย  กับศรัทธาที่ไม่สั่นคลอน

เวลา 01.00 น. ของวันที่ 16 ก.พ. 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 5/2560 ลงวันที่ 15 ก.พ. 2560 กำหนดพื้นที่ควบคุมรอบวัดพระธรรมกายและพื้นที่ข้างเคียง และให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ สั่งให้บุคคลออกหรือเข้าพื้นที่ เรียกรายงานตัว โดยวางให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหัวเรือบุกไปนำตัวพระธัมมชโยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของรัฐ


คดีความซึ่งเริ่มจากเรื่องราวที่อดีตเจ้าอาวาสถูกกล่าวหา ภายหลังรับเงินบริจาคจากอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ถูกเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นหลักร้อยคดี และปรากฏความสูญเสียผู้บริสุทธิ์จำนวน 2 ชีวิต ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดล้อมดังกล่าว

 




ภายหลังปฏิบัติการโดยกำลังเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร-ตำรวจหลายพันนายอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ทั้งเรื่องความเหมาะสมกับศาสนสถาน ทั้งในแง่การกระทำที่เกินกว่าเหตุกว่ารูปคดี ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน แง่มุมกฎหมาย  และการใช้งบประมาณนับร้อยล้านบาทที่แทบจะสูญเปล่าลงไปทุกวัน สุดท้ายไม่สามารถทลายพลังศรัทธาและสู้เสียงสวดมนต์ไม่ได้ หรือไม่?


จนกระทั่ง 11 เม.ย.2560  รัฐบาลได้ยกเลิกการประกาศควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย แต่ยังคงไว้ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 5/2560 ตามอำนาจมาตรา 44 และดูเหมือนว่าสิ่งที่เคยตึงเครียดจะจบลงด้วยกระบวนการเจรจา ซึ่งหลายฝ่ายเสนอให้รัฐเปิดเวทีตั้งแต่แรก

 

 

 




โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ถึงขนาดจัดให้เป็น 1 ใน 10 อันดับเหตุการณ์เด่น ปี 2560 โดย iLaw ระบุว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มอำนาจให้ดีเอสไอเท่านั้น แต่ยังยกเว้นความรับผิดให้เจ้าหน้าที่ และสั่งให้การกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยศาลปกครองด้วย โดยดีเอสไอเข้าตรวจค้นและปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องผ่านเข้าออก ทำให้การขนส่งอาหารและวัตถุดิบเป็นไปอย่างยากลำบาก มีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตหลังกลุ่มลูกศิษย์ใช้สื่อโซเชี่ยลโจมตีด้วยข้อมูลต่างๆ ขณะที่นอกพื้นที่ก็ยังจับนักกิจกรรมที่สงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับวัดไปอีกหลายคน โดย iLaw สรุปบทเรียนครั้งนี้ว่า

"อำนาจพิเศษตาม มาตรา44 ถูกนำมาใช้ให้เกิดความรวดเร็วสมใจปรารถนา แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ ทั้งที่กฎหมายตามปกติก็ยังมีช่องทางให้บังคับใช้ได้ หรือหากรัฐบาลทหารมองว่า กลไกกฎหมายปกติยังมีช่องว่างอยู่ ความรวดเร็วจากอำนาจพิเศษก็คงไม่ใช่คำตอบที่ดีพอสำหรับการแก้ปัญหาอีกเช่นกัน"

 

 


อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังค้างคาใจของทุกคนอยู่ในขณะนี้ คือการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของพระธัมมชโย และเกิดอะไรกับระหว่างตัวแสดงซึ่งเป็นสถาบันหลัก นั่นคือ รัฐ vs ศาสนา ในห้วงเวลานี้



ผศ.บรรจบ บรรณรุจิ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทเรียนครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ มาตรา 44 ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ระบุว่า ทั้งชาวพุทธทั่วไปและชาววัดพระธรรมกายทั้งภิกษุ-ฆราวาส ล้วนได้บทเรียนที่สำคัญ เพราะปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ค่อยมี กล่าวคือ ปรากฏการณ์พระทำผิดนั้นมี แต่ปรากฏการณ์ที่มีการยกกำลังพลและงบประมาณมากแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน


ส่วนคดีความที่เกิดขึ้นนับร้อยๆคดี จะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น ครั้งแรกเราไม่ได้คิด แต่เมื่อคดีมันเกิดขึ้นรายวัน รายชั่วโมง และไม่กี่วันขึ้นมาเป็น 300 คดี เรามองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งแน่นอนว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในแง่ของนโยบายรัฐบาล

“ทุกฝ่ายสรุปตรงกันว่าเป็นเรื่องแปลกที่ทำไมรัฐต้องเข้ามาจัดการองค์กรศาสนา โดยเฉพาะองค์กรพุทธซึ่งเป็นองค์กรสำคัญของประเทศ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้”

ผศ.บรรจบ ระบุอีกว่า วัดพระธรรมกายเป็นองค์กรใหญ่ ในความเป็นองค์กรใหญ่ มีอะไรที่ทำให้รัฐกลัวเกรงหวั่นเกรง ถึงขนาดที่ต้องล้มล้างกันขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามกันต่อไป เพราะฉะนั้นสถานการณ์วัดพระธรรมกายทำให้เราตั้งคำถามไม่หยุด


“ผมถือว่าวัดพระธรรมกายยังทรงพลัง ถ้าไม่ทรงพลังวัดพระธรรมกายจบไปนานแล้ว เพราะตอนนี้ผมเชื่อว่าสถานการณ์ตรงนี้ยิ่งทำให้วัดพระธรรมกายเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ฉลาดมากขึ้น ในการทำงาน”


ส่วนเรื่องของความเห็นใจจากประชาชน หรือแนวร่วมมุมกลับนั้น ผศ.บรรจบ ระบุว่า ความเห็นใจเราเห็นใจกันมานานแล้ว คือหมายถึงว่าองค์กรพุทธทั่วไป เราไม่ได้หมายถึงคนที่จงเกลียดจงชัง องค์กรพุทธทั่วไปเราเห็นใจแต่เราได้แต่พูดกันในวงนอก แต่เข้าไปช่วยในสถานการณ์นั้นไม่ได้ แม้แต่คนที่จงเกลียดจงชังหลายฝ่าย ตนก็คิดว่าถึงแม้เขาจะยังไม่ได้เข้าวัดพระธรรมกาย แต่เขาคงได้คิดแล้วว่าทำไมรัฐบาลไม่สามารถจัดการวัดพระธรรมกายได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าวัดพระธรรมกายมีความผิดถึงขั้นจะอยู่ไม่ได้ เพราะอะไร?

ขณะที่คดีความนับร้อยๆคดี ที่เป็นคดีมโนสาเร่ ตนทราบข่าวว่าตอนนี้ถูกถอนไปเยอะแล้วแต่ไม่เป็นข่าว เพราะถ้าเป็นข่าว รัฐก็จะเสียหน้า เชื่อว่าคนทั่วไปคงเข้าใจคดีเหล่านี้ดี เพราะมันเริ่มแปลกๆ ตั้งแต่วันที่สองที่สาม ครั้งแรกคนก็เชื่อโดยเฉพาะข่าวต่างประเทศอย่าง CNN เบื้องต้นเขาเชื่อและสนใจมากว่าวัดพระธรรมกายมีคดี แต่พอสองสามวันผ่านไปคดีมันขึ้นพรวดๆ เป็นร้อยคดี เขาเลยเลิกเชื่อเพราะมันเริ่มไม่ปกติแล้ว ฉะนั้น รัฐก็สูญเสียความน่าเชื่อถือจากข่าวต่างประเทศไปอีก


“สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องสะเทือนใจชาวพุทธทั้งไทยและต่างประเทศได้ ผมเชื่อว่าคนรักวัดพระธรรมกายมีเป็นแสนเป็นล้าน คนที่เป็นกลางก็มีเป็นจำนวนมาก ส่วนคนที่เกลียดผมว่ามีไม่เท่าไหร่หรอก คนที่มีใจเป็นกลางกับคนที่รัก ผมว่าก็คงจะเพิ่มความเข้าใจวัดพระธรรมกายมากขึ้น”


นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาผู้นี้ กล่าวถึงบทบาทของฝ่ายอาณาจักรที่มีต่อฝ่ายพุทธจักรว่า ฝ่ายอาณาจักรต้องคิดให้รอบคอบ เขาคงคิดว่าการจัดการองค์กรทางศาสนาคงหมูมาก คิดว่าตั้งข้อหาเข้าไปสักพักคนก็ถอยแล้ว ซึ่งความจริงที่อื่นอาจจะได้ แต่ที่ธรรมกายนี่ไม่ใช่แล้ว และตนก็เชื่อว่าวัดอื่นๆ ก็คงจะหาทางตั้งรับกับคดีความต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยตรงหรืออาจจะเกิดจากการตั้งข้อหา ตนว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ชาวพุทธรู้จักวิถีต่อสู้กับอำนาจรัฐที่อาจจะไม่เป็นธรรม

 


ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ นักวิชาการคนสำคัญด้านพระพุทธศาสนา อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 


นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์และกฎหมาย อดีตประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า การใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย ถือว่าระหว่างวัดกับรัฐเสียหายทั้งคู่ แต่เรื่องศรัทธาต่อวัดพระธรรมกายไม่ได้ลดลง ยังเห็นกิจกรรมล่าสุดของวัดที่ไปทำที่มัณฑะเลย์ (ตักบาตร 20,000 รูป เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2561) ส่วนฝ่ายรัฐที่ออกมาตรา 44 เสียหายมาก เพราะบังคับใช้แล้วไม่ได้ผล ส่วนคดีกว่า 2-3 ร้อยกว่าคดีก็กว่าจะจบ หากมองในแง่กฎหมายอาจกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ทางกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม กรณีมาตรา 44 ตนในฐานะนักกฎหมาย ไม่เคยมองว่าเป็นกฎหมาย เพราะกฎหมายที่ออกจะต้องผ่านกระบวนการเสนอ กระบวนการพิจารณา กระบวนการตรวจสอบ แต่กรณีนี้มันผิดหลัก

นายชำนาญ ระบุว่า มาตรา 44 อาจนำมาซึ่งผลด้านลบมากกว่าด้านบวกต่อรัฐบาล เห็นได้ชัดจากการล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ที่เปรียบ คสช.เป็น “นนทก” ชี้คนอื่นไป-มา สุดท้ายก็เข้าตัวเองเสียหมด ตอนนี้ตัวเองก็เดือดร้อน เห็นชัดๆ คือการใช้มาตรา 44 กับการขยายเวลาในกฎหมายพรรคการเมือง สุดท้ายกลายเป็นลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยุ่งเสร็จก็เจอสภาพที่เรียกว่าไม่ใช่เกียร์ว่างเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นการล็อกเกียร์และดึงเบรกมือ จะเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้แล้ว ทางออกจึงมืดมน

เมื่อถามว่ารัฐประสบความสำเร็จหรือไม่ กับการกำจัดวัดพระธรรมกาย ตามวาทกรรม “พุทธแท้-พุทธเทียม” ในมุมของรัฐ รวมถึงภารกิจของคนกลุ่มหนึ่งที่ประกาศปฏิรูปพุทธศาสนาในประเทศไทยให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนผู้นี้ยืนยันว่า รัฐล้มเหลวในภารกิจดังกล่าว เพราะวัดยังจัดกิจกรรมหรือทำบุญภาวนาเช่นเดิม เพียงแต่ตัวพระธัมมชโยไม่อยู่เท่านั้นเอง

“มันไม่มีอยู่แล้ว พุทธแท้พุทธจริงมันไม่มีหรอก คุณไปดูประเทศอื่นสิ เราหลงตัวเอง เราว่าเราศรัทธาเยอะแล้ว แต่ลองไปดูพม่ามีศรัทธาเยอะแยะ อย่างศรีลังกา  วันพระเขาเป็นวันหยุดราชการ เขาใส่ชุดขาวไปวัด เพียงแค่ไม่ค้างคืนเท่านั้นเอง อันนี้เราหลงตัวเอง คิดว่าเราเป็นพุทธแท้ คิดว่าเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก มันต้องไปเปรียบเทียบบ้านอื่นเมืองอื่นด้วย” นายชำนาญกล่าว

 

นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์และกฎหมาย อดีตประธานกรรมการแอมเนสตี้

อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

 

ขณะที่มุมมองของสื่อมวลชนที่คอยสะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งเคยสะท้อนเหตุการณ์อีรุงตุงนังของพุทธศาสนาบ้านเราในรูปแบบการ์ตูน อย่างนายศักดา แซ่เอียว หรือ ‘เซีย ไทยรัฐ’ นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวว่า กรณีวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องของรัฐใช้อำนาจก้าวล่วงเรื่องของสงฆ์ ถ้าคุณจะกล่าวหาวัดพระธรรมกายหรือพระธัมมชโยว่าผิดอาญาก็ดี ฟอกเงินก็ดี ควรว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่ควรที่จะใช้กำลังทหารตำรวจเข้าไปโอบล้อมวัด รัฐบาลพยายามจะสร้างภาพว่าวัดนี้เป็นอาณาจักรแห่งความชั่วร้าย สร้างภาพให้เป็นจำเลยที่มีความผิดร้ายแรง เพื่อที่รัฐบาลจะได้ใช้อำนาจของตัวเองเข้าไปจัดการ ซึ่งตนไม่รู้ว่าที่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเพราะต้องการกลบเกลื่อนอะไรหรือเปล่า หรือมีจุดประสงค์อย่างอื่นอย่างที่เขาว่ากัน แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะมีองค์กรสงฆ์อยู่แล้วก็ควรให้องค์กรสงฆ์เข้าไปจัดการ


“การไปปิดล้อมวัดมันทำให้ หนึ่งพระสงฆ์ในวัดขาดความเชื่อถือรัฐบาล และโดยเฉพาะสานุศิษย์ของธรรมกายซึ่งมีเป็นสิบๆล้านคน เขาจะรู้สึกว่าแม้แต่คนรักสงบสวดมนต์ปฏิบัติธรรม รัฐบาลยุคนี้ยังไม่เว้นที่จะเข้าไปรังแก”

ตัวอย่างผลงานของ ‘เซีย ไทยรัฐ’

 


‘เซีย ไทยรัฐ’ ยังเชื่อว่าสาเหตุที่ใช้มาตรา 44 เพื่อป้องกันทางวัดมาฟ้องเอาผิดในภายหลัง ถือเป็นความไม่เที่ยงตรง ไม่ชอบธรรม และใช้อำนาจบาตรใหญ่ ละเมิดสิทธิประชาชนทั่วไปยังไม่พอ ยังละเมิดพระเข้าไปอีก ทำให้คนที่ยังกลางๆ มีแนวโน้มสงสารวัดพระธรรมกาย แต่คนที่ตั้งป้อมเป็นศัตรูอยู่แล้วอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนใจ ทั้งนี้ ถ้าเรามองด้วยสายตาของคนทั่วๆ ไป ที่คิดในแง่ของความถูกต้อง เรื่องที่เกิดขึ้นมันมีองค์กรที่เกี่ยวข้องจัดการอยู่แล้ว ไม่ต้องให้คนอื่นเข้ามาก้าวก่าย ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าทางวัดต้องการให้ฝ่ายศาสนจักรเข้ามาจัดการกันเอง โดยไม่ใช้กำลังหรือกฎหมายพิเศษเข้ามาแบบนี้ ซึ่ง ณ จุดนั้นรู้สึกเห็นใจทางวัดที่ปฏิเสธอะไรไม่ได้เลย

 


บรรยากาศขณะที่พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย แถลงข่าว 



“อย่างโฆษกวัด เขาเพียงทำหน้าที่แก้ต่าง ทำหน้าที่พูดเพื่อสร้างความเข้าใจ คุณก็ไปยัดข้อหาปลุกระดมให้เขา มันทำให้เขาไม่สามารถทำหน้าที่แก้ต่างได้ อันนี้ถือว่าไม่แฟร์ ในขณะที่ทหารตำรวจประโคมข่าวทุกวันกลับทำได้ แต่พอคนจะออกมาแก้ตัวกลับใช้กฎหมายปิดปากเสีย เหมือนทุกวันนี้แค่ประชาชนอยากเลือกตั้ง คุณก็ยัดข้อหาปิดปากเขา นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้ทำมาตลอด พูดอยู่ข้างเดียว ตีอยู่ข้างเดียว ชกอยู่ข้างเดียว แม้แต่พระก็ไม่เว้น”

 

ตัวอย่างผลงานของ ‘เซีย ไทยรัฐ’



‘เซีย ไทยรัฐ’ ระบุถึงคดีความต่างๆที่เกิดขึ้นกับทางวัดว่า ตำรวจโยนข้อหาให้พะรุงพะรังไว้ก่อน แล้วมาตามแก้ในภายหลัง เหมือนจับมัดมือมัดเท้าให้ดิ้นไม่ออก ให้ตามแก้คดีและไม่ให้มีโอกาสแก้ข่าวของตัวเอง เพราะบางคดีเมื่ออยู่ในศาลจะไม่สามารถมาพูดกับสาธารณะได้เพราะเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล ถือเป็นเทคนิคทางกฎหมายของผู้มีอำนาจที่ชอบใช้วิธีนี้

อย่างไรก็ตาม ก้าวย่างต่อไปของวัดพระธรรมกาย ต่อให้อยู่ภายใต้รัฐบาลนี้ ‘เซีย ไทยรัฐ’ เชื่อว่าวัดพระธรรมกายยังมีพลัง และเชื่อว่าทางวัดยังมีวิธีการที่จะรักษาจุดยืนและวัตรปฏิบัติของพระ ส่วนคำสอนของหลวงพ่อธัมมชโยก็ยังคงอยู่ เพราะสิ่งนี้ทำให้วัดยืนอยู่ได้และขยายใหญ่โตก็เพราะแนวทางของอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย


“วัดสามารถใช้วิธีการที่ปฏิบัติมาขยายอาณาจักรของวัดพระธรรมกายให้ใหญ่โตได้ ความน่าเชื่อถือ สานุศิษย์มากมาย แขนขาต่างๆทั่วโลก ซึ่งต้องถือว่าจุดที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว คุณไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนของเขาได้ ไม่ว่าคุณจะส่งใครเข้าไปยึดหรือไปกำกับ เพราะโดยเนื้อแท้วัตรปฏิบัติคุณไม่เหมือนเขา คุณก็ทำอะไรไม่ได้ ผมเชื่อว่าวัดพระธรรมกายก็ยังคงยิ่งใหญ่ มีสานุศิษย์เหมือนเดิม เผลอๆ จะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ทำให้วัดพระธรรมกายรอดพ้นมรสุมเมื่อปีที่แล้วก็ด้วยพลังของสานุศิษย์รวมถึงความอดทนอดกลั้นของพระในวัด ผมว่าจะยิ่งแข็งแรงขึ้น เข้มแข็งขึ้น ขยายมากขึ้นด้วยซ้ำไป” ‘เซีย ไทยรัฐ’ กล่าว

 

นายศักดา แซ่เอียว หรือ ‘เซีย ไทยรัฐ’ นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

1 ปีที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าคงเป็น 1 ปี ของการเรียนรู้บทเรียนและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและศาสนาปรากฏให้เห็นในหน้าประวัติศาสตร์ไทย เหตุการณ์ที่รัฐใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายก็คงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่จะถูกจารึกและรอวันคลี่คลายในวันใดวันหนึ่ง แต่สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดคือกระแสความคิดของคนในสังคมที่เริ่มประติดประต่อเรื่องราวตามหลักเหตุละผล เหล่านี้อาจเป็นคำตอบว่า ทำไม? ศรัทธาถึงไม่สั่นคลอน และหลายฝ่ายถึงเข้าใจสิ่งที่วัดพระธรรมกายกำลังเผชิญมากขึ้น

กองบรรณาธิการ “คมข่าว” TV24 รายงาน